ตั้งแต่ต้นปี 2026 กระเป๋าฮาร์ดแวร์ 6 แบรนด์เปิดเผยปัญหาความปลอดภัย โดยกรณีที่เกิดความเสียหายต่อสินทรัพย์คริปโตเกี่ยวข้องกับ Coldcard และตัวแทนจำหน่าย Ledger เหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ Ledger ที่ถูกกล่าวหาว่าถูกดัดแปลงก่อนส่งถึงผู้ซื้อ ขณะที่รายงานระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกส่งไปยังตลาดนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันขอบเขตหรือจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับผู้ใช้ที่เก็บสินทรัพย์แบบออฟไลน์ด้วยกระเป๋าฮาร์ดแวร์ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวอุปกรณ์ แต่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนสร้างคีย์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการดูแลข้อมูลลูกค้าด้วย
Coldcard สูญเสียสินทรัพย์จากปัญหาการสุ่มคีย์
ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม มีผู้ขโมยเริ่มโอนสินทรัพย์บางส่วนออกจากกระเป๋า Coldcard สาเหตุเกี่ยวข้องกับการสุ่มค่าที่ไม่เพียงพอในกระบวนการสร้างคีย์ ต่อมา Galaxy Research ประเมินว่าความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับ Coldcard มีมูลค่าเกิน 115 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้กระเป๋าฮาร์ดแวร์จะสร้างคีย์ส่วนตัวให้ผู้ใช้ แต่ข้อบกพร่องในกลไกสร้างคีย์ก็ยังส่งผลต่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ได้
การโจมตีด้วยเลเซอร์ต้องใช้เครื่องจริงและอุปกรณ์เฉพาะทาง
ทีมรักษาความปลอดภัยภายในของ Ledger ทดสอบโจมตีชิปใน Trezor Safe 7 ด้วยเลเซอร์เมื่อเดือนมิถุนายน และทดสอบลักษณะคล้ายกันกับการ์ด Tangem ในเดือนกรกฎาคม การทดสอบทั้งสองกรณีต้องเข้าถึงอุปกรณ์จริงและใช้อุปกรณ์ระดับห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง
Trezor ระบุว่าเงินทุนของผู้ใช้ไม่ได้รับผลกระทบ ส่วน Tangem กล่าวว่าโอกาสที่ผู้ใช้ทั่วไปจะเผชิญความเสี่ยงนั้น “แทบไม่มี” พร้อมระบุว่านักวิจัยที่เกี่ยวข้องมาจากบริษัทคู่แข่ง
BitBox อุดช่องโหว่เฟิร์มแวร์ แต่ไม่มีรายงานเงินถูกขโมย
ในเดือนสิงหาคม BitBox แก้ไขช่องโหว่หลายรายการในเฟิร์มแวร์ วิศวกรของบริษัทระบุว่าช่องโหว่เหล่านี้เป็นปัญหาร้ายแรง แต่ BitBox ไม่ได้รายงานว่ามีเงินถูกขโมยจากเหตุการณ์ดังกล่าว
กรณีนี้ต่างจาก Coldcard และสะท้อนว่าปัญหาด้านความปลอดภัยแต่ละประเภทมีผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน การพบช่องโหว่ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์สูญหายแล้ว ขณะที่การโจมตีต้องอาศัยการเข้าถึงอุปกรณ์จริงหรือมีการนำช่องโหว่ไปใช้แล้วหรือไม่ ก็เป็นปัจจัยที่กำหนดระดับความเสี่ยงในทางปฏิบัติ
ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ต่างจากอุปกรณ์ถูกดัดแปลง
อีกหลายกรณีกระทบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ แต่ไม่ได้เปิดเผยคีย์ของกระเป๋าโดยตรง ผู้ให้บริการขนส่งของ Trezor ทำข้อมูลผู้ซื้อ 13,689 รายรั่วไหล ส่วนเหตุข้อมูลรั่วไหลของ SafePal เกี่ยวข้องกับที่อยู่บ้านเกือบ 40,000 แห่ง ข้อมูลอย่างที่อยู่ที่ถูกเปิดเผยอาจกระทบความเป็นส่วนตัวและสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในภายหลัง แต่ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สินทรัพย์คริปโตของผู้ใช้ถูกขโมยโดยตรง
กรณีของ Ledger มีประเด็นอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทาน โดยมีข้อกล่าวหาว่าอุปกรณ์ถูกดัดแปลงก่อนถึงมือผู้ซื้อ ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ รายละเอียดช่องทางจำหน่าย หรือพื้นที่นอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อุปกรณ์อาจถูกส่งไป
ข้อมูลที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ กระเป๋าฮาร์ดแวร์ 6 แบรนด์เปิดเผยปัญหาความปลอดภัยในปี 2026 และกรณีที่ทราบว่ามีความเสียหายต่อสินทรัพย์คริปโตเกี่ยวข้องกับ Coldcard และตัวแทนจำหน่าย Ledger ส่วนขอบเขตของอุปกรณ์ Ledger ที่สงสัยว่าถูกดัดแปลงยังต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม