ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลาย ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามตลาดปิดบวกในวันซื้อขายสุดท้ายของสัปดาห์เต็มสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาวยังเพิ่มขึ้น ประกอบกับคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดยังต้องจับตาแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยต่อมูลค่าหุ้นและต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจก่อนเข้าสู่เดือนตุลาคม
อิหร่านเสนอแผนหยุดยิงเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและการกลับมาเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ข่าวดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ส่งมอบเดือนใกล้สุดลดลง 2.5% มาอยู่ที่ 92.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 2.8% สู่ระดับ 97.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บอนด์ยีลด์ระยะยาวแตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อนโยบายการเงิน ลดลง 4.8 จุดเบสิกพอยต์ มาอยู่ที่ 4.847% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีลดลง 0.6 จุดเบสิกพอยต์มาอยู่ที่ 5.156% และอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้น 2.3 จุดเบสิกพอยต์สู่ระดับ 5.485% ทั้งสองอายุทำสถิติสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
การเคลื่อนไหวของเส้นอัตราผลตอบแทนสะท้อนว่า แม้คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ตลาดยังระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลการคลัง และแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นมักเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน และกดดันหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าสูง
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามตลาดปิดบวกตลอดสัปดาห์
ณ เวลาปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ 51,828 จุด ขณะที่ตลอดสัปดาห์เพิ่มขึ้น 0.3% และยุติการปรับตัวลงต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.5% ปิดที่ 7,743 จุด และเพิ่มขึ้น 1.2% ในรอบสัปดาห์ ส่วนดัชนี Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.5% ปิดที่ 27,068 จุด โดยเพิ่มขึ้น 2.1% ในสัปดาห์นี้
การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่ลดลงและการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีบางส่วน แต่ความเคลื่อนไหวในตลาดพันธบัตรชี้ว่าแรงฟื้นตัวของหุ้นยังไม่ได้ขจัดแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนที่ประเมินผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ในไตรมาส 4 ยังต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ การออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทควบคู่กัน
ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมิชิแกนชี้ความกังวลเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนฉบับปรับปรุงเดือนกันยายนอยู่ที่ 48.1 ลดลงจาก 51.7 ในเดือนสิงหาคม แต่สูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 47.8 Joanne Hsu ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าระดับ 55.1 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างชัดเจน
ผลสำรวจพบว่า มุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามต่อสถานะการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบันและความคาดหวังทางการเงินในช่วง 1 ปีข้างหน้าแย่ลงจากเดือนสิงหาคมประมาณ 10% ในทั้งสองด้าน ราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นหนึ่งในประเด็นกังวลหลัก ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 4.0% ในเดือนสิงหาคมเป็น 4.6% ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับ 3.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความขัดแย้งกับอิหร่านจะเริ่มขึ้น และสูงกว่าตัวเลขรายเดือนทั้งหมดในปี 2024 ส่วนคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ยุติการทรงตัวที่ 3.3% ติดต่อกัน 3 เดือน การลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภคพร้อมกับคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนและมุมมองของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย
Akamai และ Anthropic ลงนามข้อตกลงมูลค่า 11,600 ล้านดอลลาร์
หุ้น Akamai Technologies เพิ่มขึ้น 3.2% หลังบริษัทประกาศข้อตกลงระยะเวลา 7 ปีกับ Anthropic ผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้บริการทรัพยากรประมวลผล โดยสัญญาหลักมีมูลค่า 11,600 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงยังเปิดทางให้ Anthropic ใช้สิทธิ์ซื้อบริการเพิ่มเติมได้สูงสุด 9,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่ารวมของสัญญาอาจเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ หาก Anthropic ต้องการทรัพยากรประมวลผลเพิ่มในอนาคต
ธุรกรรมดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาประเมินขนาดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Akamai ใหม่ John DiFucci นักวิเคราะห์จาก Guggenheim ระบุว่า รายได้ประจำต่อปีจากสัญญาหลักมีมูลค่ามากกว่า 5 เท่าของรายได้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Akamai ในปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 314 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้รวมบริษัทที่ 4,200 ล้านดอลลาร์
DiFucci ยังคงคำแนะนำหุ้น Akamai ที่ระดับ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายในช่วง 12 เดือนจาก 190 ดอลลาร์เป็น 225 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การที่ข้อตกลงจะเปลี่ยนเป็นรายได้ต่อเนื่องตามแผนหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับความต้องการทรัพยากรประมวลผลของ Anthropic การส่งมอบโครงการ และความคืบหน้าในการดำเนินสัญญา ขณะที่ราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อธุรกิจคลาวด์ของ Akamai ไปแล้วส่วนหนึ่ง
ความเป็นไปได้ในการทำธุรกรรมระหว่าง MGM และ IAC เป็นที่จับตา
หุ้น MGM Resorts ลดลง 3.3% ขณะที่หุ้น IAC เพิ่มขึ้น 11.3% ท่ามกลางความสนใจว่า MGM อาจยื่นข้อเสนอซื้อ IAC หรือไม่ ก่อนหน้านี้ IAC เคยถอนแผนเข้าซื้อ MGM ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจคาสิโนและรีสอร์ต การเปลี่ยนทิศทางของธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้นทำให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่
หุ้น MGM ลดลง 11% เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากราคาหุ้นที่เคยปรับขึ้นสะสมจากการที่ IAC เปิดเผยข้อเสนอ 48.30 ดอลลาร์ต่อหุ้นถูกลบออกไปทั้งหมด และยังปรับตัวลงต่อ มูลค่าตลาดของ IAC ณ วันที่ 24 กันยายนอยู่ที่ประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทถือหุ้น MGM ประมาณ 27% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 8,500 ล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณจากมูลค่าก่อนตลาดปิดในวันพฤหัสบดี
เฉพาะสัดส่วนการถือหุ้น MGM ของ IAC เมื่ออิงจากมูลค่าดังกล่าว มีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าตลาดรวมของ IAC เอง ความแตกต่างนี้ทำให้ตลาดจับตาคุณค่ารวมของสินทรัพย์และเงินลงทุนอื่นของ IAC มากขึ้น ขณะเดียวกัน ธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้นยังอาจเกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ การจัดโครงสร้างอำนาจควบคุม และแหล่งเงินทุน
ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าธุรกรรมหรือไม่ เงื่อนไขของข้อเสนอจะเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดธุรกรรมจะอยู่ในรูปแบบใด