อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง แต่หุ้นยังคงแข็งแกร่ง
ตลาดพันธบัตรสหรัฐประสบกับแรงขายรุนแรง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีและ 30 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี อย่างไรก็ดี แม้ว่าฟิวเจอร์สหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะอ่อนแอบ้าง แต่ตลาดหุ้นโดยรวมยังแสดงความยืดหยุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
Strategas ชี้ตลาดหุ้นต้องการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อกระตุ้นแรงขาย
Jason Trennert ประธานและซีอีโอของ Strategas Research Partners พร้อมด้วย Chris Verrone หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาด ระบุว่า ตลาดยังไม่ได้เผชิญแรงกดดันอย่างแท้จริงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดย Verrone กล่าวว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงการหมุนเวียนสินทรัพย์ที่ชัดเจน แต่ยังไม่ถึงจุดที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงพอไปแข่งขันกับหุ้น
ข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พบว่าดัชนี S&P 500 มีเพียง 50% ของหุ้นในดัชนีที่ปิดเหนือค่าเฉลี่ย 200 วัน แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 75% แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นแม้ความผันผวน
ทั้งสองนักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า หุ้นจะเกิดแรงกดดันชัดเจนเมื่่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี แตะประมาณ 4.5% ซึ่งเคยเป็นระดับที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดหุ้นระหว่างปี 2023-2025 อย่างไรก็ตาม Verrone ชี้ว่าระดับนี้อาจสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้
บทเรียนจากอดีตและการคาดการณ์ระดับอัตราผลตอบแทนในอนาคต
Trennert ยกตัวอย่างความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 1989 ที่เพิ่มจาก 4% เป็น 8% ในช่วงเวลาที่ดัชนีนิเคอิปรับตัวสูงขึ้น และในปี 1999 เมื่อ Nasdaq อยู่ในช่วงขาขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐก็พุ่งจาก 4% เป็น 7%
แม้ว่าอัตราการขยายตัวรวมของ GDP และเงินเฟ้อในสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 6.5% ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทน 7% ในอนาคตดูเป็นไปได้ยาก แต่ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าระดับผลตอบแทนอาจต้องสูงกว่าระดับ 4.7% ที่ตลาดกำลังเผชิญ เพื่อกระตุ้นแรงขายหุ้นที่รุนแรงขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงิน
Trennert ยังมองถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ในอิหร่าน รวมถึงความผันผวนของนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีการถือหุ้นเข้มข้นในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Amazon ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งตลาดพันธบัตรและหุ้น เนื่องจากการใช้จ่ายลงทุนที่สูง
Verrone เสริมว่า ช่วงตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งครั้งที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีมีความผันผวนน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยช่วงความผันผวนเพียง 85 จุดฐาน จึงยังไม่มีแรงกดดันที่แรงพอจะเปลี่ยนแปลงตลาดหุ้นได้แบบรุนแรง
ภาพรวมตลาดและปัจจัยที่นักลงทุนจับตา
ปัจจุบันตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวในแนวโน้มลดลง ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนราคาทองคำและเงินโลกลับไปลดลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าในช่องแคบอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังมีแรงซื้อที่ต่อเนื่อง
ในช่วงนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น การเริ่มต้นก่อสร้างบ้าน ราคานำเข้า และการผลิตอุตสาหกรรม จะช่วยให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงถัดไป
นักลงทุนยังจับตามองรายงานรายได้ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และแนวโน้มความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความต่อเนื่องของสภาพคล่องและทิศทางตลาดหุ้น
Strategas สรุปว่า ตลาดหุ้นยังไม่เผชิญกับจุดวิกฤตแท้จริง แต่การเคลื่อนไหวของตลาดและความผันผวนต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลตลาดสำคัญ
- ดัชนี S&P 500 ขยายตัวประมาณ 13.7% ตั้งแต่ต้นปี และขึ้นกว่า 20% ในรอบ 1 ปี
- ดัชนี Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 15% ตั้งแต่ต้นปี และ 23.6% ในรอบ 1 ปี
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สหรัฐล่าสุดใกล้ 4.7%
- ราคาทองคำเพิ่มขึ้นราว 2.7% ในปีนี้ และ 31% ในรอบ 1 ปี
- ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 45% ในปีนี้
ท่ามกลางแนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงและปัจจัยความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดยังคงเฝ้าระวังแนวโน้มที่อาจมีผลต่อการลงทุนในช่วงเวลาข้างหน้าอย่างใกล้ชิด