
วันที่ 10 เมษายน ตลาดหุ้นอเมริกาพบกับ "Black Thursday" ซึ่งดัชนีหุ้นหลักทั้งสามดัชนีดิ่งลงทุกตัว ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 3.5% และระหว่างวันเคยตกลงถึง 6.3% สร้างสถิติการดิ่งลงมากที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ด้านดัชนี Nasdaq ลดลง 4.31% และดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones ลดลง 1014.79 จุด หรือลดลง 2.5%.
การดิ่งลงครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ร่วงหนัก มูลค่าบริษัท Nvidia หายไปกว่าล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน Tesla, Facebook, Amazon, Apple, Google และ Microsoft ต่างก็ประสบกับแรงขายรุนแรง กว่าที่ลดลงมากกว่า 2% โดยเฉพาะ Tesla ที่ลดลงมากกว่า 7% และ Nvidia ลดลงมากกว่า 5% มูลค่าหายไปกว่าล้านล้านบาท.
หุ้นธนาคารก็ลดลงเช่นกัน หุ้นของ JP Morgan, Citibank, Goldman Sachs, Morgan Stanley และ Bank of America ต่างลดลงในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ Goldman Sachs ที่ลดลงมากกว่า 5%.
พลังงานก็แสดงประสิทธิภาพที่อ่อนแอเช่นกัน หุ้นของบริษัทพลังงานสำคัญอย่าง Exxon Mobil, Chevron, ConocoPhillips ต่างลดลงอย่างหนัก Chevron และ Schlumberger ลดลงเกือบหรือเกินกว่า 7%.
นอกจากนี้ หุ้นบริษัทยาเกี่ยวกับวัคซีนก็ประสบปัญหา Moderna ลดลงมากกว่า 8% โดยที่หุ้นของ Gilead Sciences และ Novavax ก็ลดลงในระดับที่แตกต่างกัน.
หุ้นสายการบินก็อ่อนแอเป็นที่น่าสนใจ หุ้นของ Boeing, Delta Air Lines, Southwest Airlines ต่างลดลงอย่างหนัก โดย Delta Air Lines ลดลงมากกว่า 11% และ United Airlines ลดลงมากกว่า 14%.
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ลดลงหนัก โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลงถึง 7.97% หุ้นของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Microchip Technology, Marvell Technology, NXP Semiconductors ต่างก็ลดลงอย่างหนัก.
ในส่วนของหุ้นจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ตัวเลขรวมลดลง โดยดัชนี Nasdaq Golden Dragon China ลดลง 1.14% หลายหุ้นยอดนิยมอย่าง Jinko Solar และ Pony.ai ลดลงมากกว่า 10% หุ้นเดียวที่แสดงผลได้ดีคือ Li Auto ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5%.
จากการลดลงครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นอเมริกาในครั้งนี้ สะท้อนความไม่มั่นใจของตลาดเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตและความกังวลต่อความเสี่ยงในด้านต่างๆ ส่งผลให้นักลงทุนมีความรู้สึกซบเซา และทำให้สภาพคล่องของตลาดตึงตัว.

