บิทคอยน์ทำราคาสูงสุดที่ 82,108 ดอลลาร์
บิทคอยน์ (BTC) เคลื่อนไหวขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ 82,108 ดอลลาร์ในระหว่างวัน ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 81,050 ดอลลาร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 4.5% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่ามกลางแนวโน้มราคาที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยคริปโตเคอร์เรนซีชื่อดังอื่นอย่างอีเธอร์เรียม (ETH) และโซลานา (SOL) ก็มีการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งขึ้นไปด้วย แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวโดยรวมในตลาดคริปโต
ฟิเดลิตี้ชี้ความผันผวนและวงจรสี่ปียังไม่ชัดเจน
คริส คูเปอร์ รองประธานฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของฟิเดลิตี้ ออกมาให้ความเห็นว่า แม้บิทคอยน์จะมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงนี้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตลาดหมีได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยเขาอธิบายว่าสถานะของความผันผวนต่ำที่เกิดขึ้นก่อนหน้ามักเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงแรงขับเคลื่อนราคาขาขึ้นขั้นต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
นอกจากนี้ คูเปอร์ยังย้ำถึงทฤษฎีวงจรสี่ปีของบิทคอยน์ที่ชี้ว่าตลาดหมีมักจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณสี่ปี โดยพิจารณาจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ว่าจุดต่ำสุดรอบถัดไปอาจอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าวงจรเหล่านี้ไม่ใช่การทำนายที่แม่นยำ นักลงทุนจึงไม่ควรใช้เพียงแค่ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจลงทุน และกล่าวว่าจุดต่ำสุดอาจเกิดขึ้นแล้วในเดือนกรกฎาคมปีนี้ หรืออาจลากยาวไปถึงปลายปี
ความเห็นจากนักวิเคราะห์บางส่วนว่า ตลาดหมีสิ้นสุดแล้ว
ในมุมมองที่แตกต่างกับฟิเดลิตี้ นักวิเคราะห์และนักลงทุนเอริค คราวน์ เชื่อว่าตลาดหมีได้จบลงในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะเกิดเหตุการณ์เชิงลบอย่างกรณีโจรกรรมจากฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรูปแบบหนึ่ง แต่ราคาบิทคอยน์ยังไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างแรง แสดงถึงแรงขายที่ลดลงในตลาดช่วงนี้
ความไม่แน่นอนของนโยบายและการกำกับดูแลในสหรัฐฯ
อุตสาหกรรมคริปโตยังคงต้องจับตาดูนโยบายภาครัฐสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันการพิจารณาร่างกฎหมาย CLARITY ยังติดขัดในวุฒิสภา ทำให้โอกาสผ่านกฎหมายในระยะสั้นดูน้อย ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ยังคงเดินหน้าพัฒนากรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคต
โดยรวม ราคาบิทคอยน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้สะท้อนความคาดหวังในตลาดกระทิง แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีทั้งนักลงทุนและสถาบันที่ยังเดินหน้าระมัดระวัง โดยจับตาวงจรราคาและสถานการณ์ทางกฎระเบียบอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะยาว