Agility Robotics เปิดเผยต้นทุนและค่าใช้จ่ายของหุ่นยนต์ Digit
บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์จากรัฐโอเรกอน Agility Robotics ได้เปิดเผยรายละเอียดต้นทุนและโมเดลทางการเงินของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Digit ผ่านเอกสารยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยลูกค้าที่ซื้อรุ่น Digit v5 จะต้องจ่ายค่าหุ่นยนต์ประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการติดตั้งอีกประมาณ 20,000 ดอลลาร์ รวมไปถึงค่าซอฟต์แวร์และการบำรุงรักษาประจำปีประมาณ 36,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง
เมื่อนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดวางแผนใช้ต่อเนื่อง 5 ปี จะมีค่าใช้จ่ายราว 400,000 ดอลลาร์ต่อหุ่นยนต์เครื่องหนึ่ง แม้ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินโดยโมเดลทางการเงินและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสัญญากับลูกค้า Agility Robotics ระบุว่าการลงทุนนี้สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเฉลี่ย 1.1 ปี
หุ่นยนต์ Digit กับประสิทธิภาพการทำงานในโรงงาน
ตัวหุ่นยนต์ Digit ถูกออกแบบให้ทำงานได้สูงสุดประมาณวันละ 20 ชั่วโมง มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัสดุที่หนักได้ถึง 50 ปอนด์ (ประมาณ 23 กิโลกรัม) ทำให้เหมาะกับงานขนย้ายพื้นฐานในคลังสินค้าและระบบการแยกสินค้า Jonathan Hurst ผู้ร่วมก่อตั้ง Agility Robotics เปิดเผยว่าขณะนี้ Digit ถูกนำไปใช้งานจริงในโรงงานลูกค้า 9 แห่ง รวมถึงบริษัทใหญ่ เช่น Schaeffler ในเยอรมนี, GXO, โรงงานโตโยต้าในแคนาดา และ Amazon
การเปรียบเทียบต้นทุนกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในตลาด
ี่แตกต่างจากหลายบริษัทที่ไม่เปิดเผยต้นทุนของหุ่นยนต์อย่างละเอียด Agility Robotics ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นทุนการเป็นเจ้าของในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพื่ออุตสาหกรรม
ในขณะเดียวกัน Unitree Robotics จากจีนเปิดตัวหุ่นยนต์ G1 ที่มีราคาต้นทุนเริ่มต้นประมาณ 13,500 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการวิจัยและการศึกษา และยังไม่แพร่หลายในงานอุตสาหกรรม
บทสรุปในการประเมินและการใช้งานจริง
ตัวเลขต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เปิดเผยช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการสามารถประเมินความคุ้มค่าและระยะเวลาคืนทุนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสายการผลิตได้ชัดเจนขึ้น แม้ Digit จะเน้นงานขนย้ายวัสดุที่ไม่ซับซ้อน บริษัทมีแผนจะเปิดตัวรุ่น v5 ที่พัฒนาขึ้นในปีนี้เพื่อขยายการใช้งานไปยังงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้อย่างกว้างขวาง แต่ประเด็นด้านต้นทุนการบำรุงรักษาและผลตอบแทนจากการลงทุนยังต้องพิสูจน์ในสนามจริงมากขึ้น