Capital Economics คาดหุ้น AI อาจเจอแรงกดดันจากการปรับฐาน
รายงานใหม่จาก Capital Economics ชี้ว่า แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าใกล้จุดสุดยอด แม้ดัชนี S&P 500 จะยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าดัชนีจะปิดปีที่ระดับ 8250 จุด แต่ในระยะยาวถึงสิ้นปี 2027 มีความเป็นไปได้ว่าดัชนีจะร่วงลงมาที่ประมาณ 6500 จุด เนื่องจากมูลค่าหุ้นเริ่มสูงเกินพื้นฐานของบริษัท
รายงานระบุว่า "เราคาดว่าการฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย แต่ยังไม่สิ้นสุด ในปีนี้ตลาดหุ้นเทคโนโลยีหลักของสหรัฐ เกาหลีใต้ และไต้หวัน อาจยังทำผลงานได้ดีกว่าตลาดโดยรวม แต่ปีหน้าจะเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรและการปรับตัวลดลง"
มูลค่าหุ้นสูงเกินระดับฟองสบู่ก่อนหน้า
Capital Economics เน้นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2023 เมื่อกระแส AI เริ่มร้อนแรง ค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรแบบปรับช่วงเวลาวงจร (CAPE) ของ S&P 500 ได้ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 12 จุด และตอนนี้แตะระดับมากกว่า 40 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดฟองสบู่เทคโนโลยีในปี 2000 ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการขยายมูลค่าหุ้น มากกว่าการเติบโตในผลประกอบการของบริษัทจริง
ในขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรในอนาคตยังชี้ว่าความเสี่ยงไม่น่าจะรุนแรง แต่มุมมองจากตัวชี้วัดระยะยาวแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ลึกซึ้งกว่าที่ปรากฏ
ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นเทคโนโลยี
รายงานยังชี้ว่า การขึ้นราคาหุ้นในตลาดถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เพียงไม่กี่ราย ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้นหากเกิดความเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ อัตราการลงทุนในสินทรัพย์ของภาคเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนการผลิตของเศรษฐกิจ และอัตราส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ต่อมูลค่าสุทธิของบริษัทไม่ใช่ภาคการเงินที่สูงใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในอดีต แสดงให้เห็นว่า ตลาดหุ้นอาจอยู่ในช่วงท้ายของรอบขาขึ้น และอาจมีการปรับฐานเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ความเชื่อมั่นนักลงทุนพึ่งพาผลประกอบการ AI
แม้ว่ารายงานจะไม่ได้คาดการณ์การล่มสลายทันทีของตลาด แต่ Capital Economics เตือนว่า หากรายได้ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่เป็นไปตามที่คาด หรือมีการประเมินค่าการลงทุนใน AI ใหม่ นักลงทุนอาจสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า หาก S&P 500 แตะระดับ 8000 จุดภายในสิ้นปี 2026 โอกาสที่จะมีการปรับฐานลดลงอย่างน้อย 30% จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่าช่วงฟองสบู่ดอทคอมที่ปรับตัวลดลงเกือบร้อยละ 50
นอกจากนี้ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจำนวนมากสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงแผนการเสนอขายหุ้นครั้งแรกหรือการเพิ่มทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันทางอุปทาน และเสี่ยงทำให้การปรับฐานเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด
หุ้น AI นำตลาดมากกว่าตลาดหุ้นยุคฟองสบู่ปี 1990
ปัจจุบัน สัดส่วนมูลค่าตลาดของบริษัท AI ชั้นนำ สูงกว่าระดับสูงสุดของหุ้นเทคโนโลยีในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ส่งผลให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่น นักลงทุนควรระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้น AI ที่สูงเกินจริง และความเป็นไปได้ที่ตลาดจะเผชิญกับการปรับฐานในอนาคต