UBS วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดใกล้ประชุมเฟดกันยายน
ใกล้ถึงการประชุมของคณะกรรมการตลาดเปิดแห่งสหรัฐฯ (เฟด) ในต้นเดือนกันยายน ตลาดเริ่มมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ล่าสุด UBS ได้ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่าจุดสนใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นปัจจัยกำหนดการตัดสินใจ นโยบายล่าสุดจึงแนะนำให้นักลงทุนให้ความสนใจการสะสมหุ้นเมื่อราคาลดลง เพิ่มสัดส่วนพันธบัตรระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า และถือทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
UBS ยังถอนคำแนะนำเกี่ยวกับพันธบัตรระยะสั้นบางส่วนแล้ว เนื่องจากการคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรระยะยาวน่าลงทุนมากกว่าในภาวะนี้
ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐหนุนความเป็นไปได้ขึ้นดอกเบี้ย
ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นถึง 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยที่ 55,000 ตำแหน่งอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญสนับสนุนท่าทีเข้มงวดของเฟด
เครื่องมือ FedWatch ของตลาดการเงินชิคาโก ประเมินว่าความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้อยู่ที่ 60.4% ในขณะที่เดือนตุลาคมและธันวาคมมีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่ 70.9% และ 85.8% ตามลำดับ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยตลอดปีนี้
ความไม่แน่นอนในนโยบายเฟดยังคงสูง
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินกลางของเฟดมีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 15-16 กันยายน โดยการประชุมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% ถึงแม้ว่าจะมีกรรมการสามคนแสดงความเห็นเห็นต่างโดยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่านี้
ประธานเฟด เควิน วอร์ช ได้กล่าวในงานประชุมแจ็คสันโฮลว่า ตลาดแรงงานยังมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจโดยรวมแข็งแกร่ง แต่ภาวะเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ทำให้นโยบายการเงินจะต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
กลยุทธ์ลงทุนต้องจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
UBS แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นหลักในการวางแผนจัดสรรพอร์ต แทนการคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การสะสมหุ้นคุณภาพในช่วงราคาตกต่ำ การลงทุนในพันธบัตรระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนตามโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย และการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เป็นแนวทางที่เหมาะสมในสภาพตลาดปัจจุบัน
ท่ามกลางความเสี่ยงต่อความผันผวนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน นักลงทุนควรเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง พร้อมติดตามตัวชี้วัดเศรษฐกิจและนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์