
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันกลุ่ม OPEC+ ที่นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซียได้ประกาศว่า จะเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรายวันขึ้น 138,000 บาร์เรล เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีที่กลุ่มนี้ได้เพิ่มการผลิตรายเดือน โดยมีแผนจะฟื้นฟูการผลิตให้กลับไปที่ระดับ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม OPEC+ ระบุว่าแผนการเพิ่มการผลิตในอนาคตจะปรับตามสถานการณ์ตลาด และอาจหยุดชั่วคราวหรือกลับทิศทางหากจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด
ก่อนหน้านี้ ตลาดคาดการณ์ทั่วไปว่า OPEC+ อาจเลื่อนแผนการเพิ่มการผลิตออกไปอีก นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023 ซึ่งกลุ่มนี้ได้เสนอโครงสร้างการฟื้นฟูการผลิตมาแล้ว กลับถูกเลื่อนมาแล้วถึงสามครั้ง ขณะที่ในสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกที่ซบเซา ซาอุดิอาระเบียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลักอื่นๆ ต้องการรักษาราคาน้ำมันให้สูงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน ในขณะเดียวกัน การคาดการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การจัดหาน้ำมันในอนาคตของตลาดก็มีความแตกต่างกันไป นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าตลาดน้ำมันโลกอาจมีการผลิตเกินความต้องการในช่วงปลายปีนี้
หลังมีข่าวการเพิ่มการผลิตของ OPEC+ ทำให้ตลาดน้ำมันดิบระหว่างประเทศมีความผันผวน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 2.8% หลังประกาศข่าว และแตะระดับต่ำสุดในรอบสามเดือนในขณะนั้น ณ เวลา 18:46 น. ตามเวลาลอนดอน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 2.1% อยู่ที่ 71.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การตัดสินใจเพิ่มการผลิตของ OPEC+ ในครั้งนี้ ยังคงถูกมองว่าเป็นผลสะท้อนจากอิทธิพลของรัฐบาลทรัมป์ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบียได้ให้คำมั่นก่อนหน้านี้ว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ 600,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ รัสเซียอาจใช้โอกาสจากความสัมพันธ์ที่คลายความตึงเครียดกับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ ในขณะที่นโยบายคว่ำบาตรอิหร่านของวอชิงตันอาจทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ OPEC+ ได้รับส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้น
แม้ว่า OPEC+ จะกลับมาเริ่มแผนการเพิ่มการผลิตอีกครั้ง แต่ตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อนาคตของราคาน้ำมันยังคงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงการปรับนโยบายของแต่ละประเทศ

