หลังพ่ายการเลือกตั้งกลางเทอม รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนนโยบายส่งกลับผู้อพยพจำนวนมาก และจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป แม้ประเด็นผู้อพยพจะเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญเป็นอันดับสาม รองจากเศรษฐกิจและประชาธิปไตยก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่าความพ่ายแพ้มีสาเหตุหลักจากเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสงครามอิหร่าน ไม่ใช่ปฏิบัติการด้านคนเข้าเมือง
ทำเนียบขาวและ DHS ยืนยันเดินหน้าจับกุมและส่งกลับ
ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่าจะไม่ชะลอการจับกุมและส่งกลับผู้ที่รัฐบาลเรียกว่า “ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ก่ออาชญากรรม” ลอเรน บิส โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดที่สุด ขณะที่โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยืนยันว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) จะไม่ถอยหรือชะลอการทำงาน และจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายพร้อมส่งตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกลับประเทศ
เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์เสนอชื่อสตีเฟน มิลเลอร์ ผู้สนับสนุนนโยบายคนเข้าเมืองสายแข็ง ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว การแต่งตั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยังไม่มีท่าทีผ่อนปรนด้านชายแดนและนโยบายคนเข้าเมือง มิลเลอร์มีส่วนกำหนดนโยบายคนเข้าเมืองที่เข้มงวดในสมัยทรัมป์ทั้งวาระแรกและวาระที่สอง
ICE ตั้งเป้าจับกุมรายวันราว 2,700 คน
หลังทราบผลเลือกตั้ง รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์กล่าวในช่วงหนึ่งว่า รัฐบาลอาจพิจารณาปรับแนวทางบังคับใช้กฎหมาย เช่น หันไปให้ความสำคัญกับบริษัทที่จ้างแรงงานซึ่งไม่มีเอกสารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ย้ำในเวลาต่อมาว่าจะคงแนวทางเดิม และยังไม่มีถ้อยแถลงสาธารณะที่บ่งชี้ว่าจะลดความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมาย
แหล่งข่าวในหมู่เจ้าหน้าที่ ICE หลายรายระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานได้รับเป้าหมายให้จับกุมผู้อพยพที่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายประมาณวันละ 2,700 คน เพิ่มจากเป้าหมายเดิมวันละ 2,000 คน
จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวครั้งแรกในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวในปี 2025 โดยในหลายเดือนของปี 2026 ตัวเลขสูงกว่า 20,000 คน และสูงสุดเกือบ 40,000 คน เทียบกับช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ที่โดยทั่วไปอยู่ราว 10,000–12,000 คนต่อเดือน ก่อนลดลงหลังปี 2020 ในสมัยโจ ไบเดน จำนวนดังกล่าวเพิ่มจากประมาณ 2,000 คนต่อเดือนเมื่อต้นปี 2021 เป็นราว 8,000 คนในช่วงปลายปี 2024
ปฏิบัติการ ICE จุดชนวนประท้วงและแรงสะเทือนทางการเมือง
ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้จุดกระแสประท้วงต่อต้าน ICE ในหลายเมือง รวมถึงชิคาโก มินนิอาโปลิส และลอสแอนเจลิส เหตุเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองยิงผู้ประท้วงชาวอเมริกันเสียชีวิตสองคน คือ เรเน กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตตี ในมินนิอาโปลิส ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และผลกระทบที่ตามมาได้รับความสนใจมากขึ้น
ผลสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลังลงคะแนนชี้ว่า คนเข้าเมืองเป็นประเด็นสำคัญอันดับสามในการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายลาตินในรัฐอนุรักษนิยมดั้งเดิมอย่างเท็กซัสหันไปสนับสนุนพรรคเดโมแครตมากขึ้น ช่วยให้พรรคได้เปรียบอย่างมากในการชิงที่นั่งในสภาคองเกรส
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุผ่านสื่อว่า ทำเนียบขาวมองว่าเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสงครามอิหร่านเป็นปัจจัยต่อความพ่ายแพ้มากกว่าเรื่องการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง จุดยืนต่อสาธารณะของรัฐบาลยังคงเป็นการเดินหน้าตามนโยบายเดิม ขณะที่มีรายงานว่าเป้าหมายจับกุมรายวันของ ICE ถูกปรับเพิ่มขึ้น